Facebook

Facebook คืออะไร

facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capital พร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กๆ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550

มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว

Advertisements

บันยัญ10ประการของการใช้อินเตอร์เน็ต

บัญญัติ 10 ประการ ของการใช้อินเทอร์เน็ต
มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต เรียกว่าบัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเทอร์เน็ตก็ได้ โดยอาจารย์ยืน ภู่วรวรรณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือละเมิดผู้อื่น
• ต้องไม่รบกวนการทำงานของผู้อื่น
• ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูแฟ้มข้อมูลของผู้อื่น
• ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
• ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
• ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
• ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
• ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
• ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมที่เกิดจากการกระทำของท่าน
• ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบกติกาและมีมารยา

การจัดส่วนถาด

อุปกรณ์ในการจัดสวนถาด

เครื่องมืออุปกรณ์ในการจัดสวนถาด ได้แก่

• 1. พลั่วเล็กๆใช้สำหรับปลูกต้นไม้ และตักดิน
• 2. กรรไกรตัดกิ่งไม้ และกรรไกรตัดแต่งก้านดอกไม้และใบไม้ เลือกตามความเหมาะสม
• 3. มีดคมๆ หรือคัทเตอร์ ใช้ตัดแต่งกิ่งไม้
• 4. คีมตัดลวก หรือคีมปากจิ้งจก
• 5. ปากคีบ ใช้สำหรับหยิบจับวัสดุตกแต่งหรือต้นไม้เล็กๆ
• 6. ลวดขนาดต่างๆสำหรับดามต้นไม้ ช่อดอกไม้ หรือยึดต้นไม้กับหูกระเช้า (ควรที่จะเป็นลวดที่หุ้มพลาสติกสีน้ำตาล เขียว)
• 7. เทปพันก้านดอกไม้ (Floral tape) สีเขียวหรือสีน้ำตาลเพื่อไม่ให้สีลวดโดดออกมาจากต้นไม้ หรือภาชนะ
• 8. แผ่นพลาสติกสีดำสำหรับบุรองภาชนะ ควรใช้ถุงค่อนข้างหนา หรือแผ่นพลาสติกปูบ่อน้ำ
• 9. เลื่อยมือเล็กๆสำหรับเลื่อยตัดแต่งกิ่งไม้ ขอนไม้
• 10. ขวดฉีดน้ำเพื่อไว้ฉีดล้างภาชนะและต้นไม้ให้สะอาดตลอดจนใช้รดต้นไม้
• 11. ของตกแต่ง เช่นรูปปั้น ตุ๊กตาเซรามิค
• 12. กาวใสกับที่ยิงกาว เพื่อใช้ติดของตกแต่งต่างๆ
• 13. เครื่องปั้มน้ำขนาดเล็กสำหรับสวนถาดที่ทำเป็นน้ำตก น้ำพุ
• 14. แป้นหมุน เพื่อความสะดวกในการดูมุมมองเวลาจัด แต่จริงๆไม่ต้องใช้ก็ได้

ขั้นตอนในการจัดส่วนถาด

การจัดสวนถาด เป็นสิ่งที่ต้องคิดและทำเป็นขั้นตอนตามลำดับก่อนหลังจะทำให้การจัดสวนถาดแต่ละขั้นตอนสอดรับกัน ผลสุดท้ายก็จะได้สวนถาดตามที่ต้องการ ซึ่งขั้นตอนการจัดทำควรเริ่มตั้งแต่กำหนดรูปแบบเตรียมเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมดินและดำเนินการจัดทำ สำหรับขั้นตอนในการจัดสวนถาด มีขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

จัดเตรียมภาชนะ การเลือกภาชนะขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ไม้และสถานที่จัดวาง ถ้าไม่ต้องการให้น้ำซึมจากรูระบายน้ำ ให้นำภาชนะมารองด้วยพลาสติก ภาชนะที่ค่อนข้างแน่นถี่ อาจไม่ต้องปูรองด้วยพลาสติก ถาดที่ใช้ได้แก่ ถาดเซรามิคหรือถาดดินเผา

นำต้นไม้ลงปลูกตามจุดที่กำหนด

หลังจากปลูกต้นไม้ตามตำแหน่งที่ต้องการแล้ว เติมดินปลูกหรือเครื่องปลูกจนเกือบเต็ม กดเบาๆ รอบโคนไม้ให้แน่นกันต้นเอนเอียงในภายหลัง รากจะกระทบกระเทือน

ทำเนินดิน ทางลาด หรือแอ่งน้ำ พูนดินทำเนินกดให้แน่น ขุดดินออกบ้างบริเวณที่จะทำแอ่งน้ำ บ่อน้ำ เนินทำได้ง่ายๆ โดยการตักดินใส่ถ้วยแล้วคว่ำลงตรงจุดที่ต้องการ เติมดินรอบๆ โคนเพื่อแต่งฐานให้เป็นธรรมชาติ และกดให้แน่นแอ่งน้ำอาจใช้ ก้นถ้วยกดลงไปเป็นทรงบ่อ และยังเป็นการแต่งดินในตัว ตามขอบบ่ออาจแต่งด้วยกรวด หิน มอส ทำให้ดูเป็นธรรมชาติขึ้น

ตกแต่งผิวหน้าดินให้สวยงาม ก่อนจะโรยกรวดหรือวัสดุปิดผิวดินอื่นๆ อาจโรยทรายหยาบเสียชั้นหนึ่งก่อน จะกรองดินไม่ให้กระเด็นขึ้นมาเลอะเทอะหลังรดน้ำ แต่ถ้าจะใช้มอส ควรปลูกหรือปะวางติดผิวดินได้ทันที

ทำความสะอาดด้วยน้ำ ใช้สเปรย์ฉีดน้ำไล่เศษดินทรายออกจากผิวใบไม้ วัสดุประกอบและภาชน

เครื่องดื่มและการบริการ

เครื่องดื่ม และการบริการ
1.๑. ชนิดของเครื่องดื่ม
ในปัจจุบันเครื่องดื่มที่ผลิตและจำนวนอยู่โดยทั่วไปมีมากมายหลายชนิด ทั้งแบบที่ประโยชน์และอาจแป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดี ให้รสชาติที่อร่อย เกิดการสดชื่น และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

๑.) น้ำดื่ม เป็นน้ำที่สะอาดตามที่มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกกำหนด ไม่มีรสชาติและไม่อัดลม ซึ่งในปัจจุบันน้ำดื่มที่เรานิยมนำมาบริโภคนั้นมีทั้งแบบนำน้ำประปาที่ผ่านการกรองแล้วมาต้มสุก

๒.) น้ำแร่ เป็นน้ำที่ได้จากแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีแร่ธาตุบางชนิดผสมอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลแซียม ฟลูออไรด์ แมกนีเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ซัลเฟตไบคาร์บอเนต สังกะสี เป็นต้น

๓.) โซดา เป็นเครื่องที่ไม่มีแอลกอฮอล์ชนิดอัดแก็สคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับใช้ดื่มในบางโอกาส และนิยมปรุงผสมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บางชนิด

๔.) น้ำหวานผสมสี เป็นน้ำดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่อัดลม ประกอบด้วยนน้ำตาลละลายน้ำ มีการแต่งสี กลิ่น รส และใส่สารกันเสีย

๕.) น้ำหวานอัดแก็ส เรียกกันทั่วไปว่า น้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากน้ำหวานมีการแต่งสี กลิ่ รส และเติมกรด

๖.) น้ำผักและผลไม้ เป็นเครื่องที่กลิ่นและรสชาติของผักและผลไม้ โดยทำมาจากผผักและผลไม้หลายชนิด ยังมีน้ำสมุนไพรหรือดอกไม้ด้วย

๗.) พันช์ เป็นผลไม้ปรุงแต่งที่ทำมาจากผลไม้หลายๆชนิดผสมกันเพื่อให้มีกลิ่นสีและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป

๘.) ชา เป็นเคื่องดื่มที่มีแบบผงและแบบแห้งให้บรรจุใส่ชอง ส่วนแบบใบแห้งให้ใช้น้ำร้อนเทราดบนใบชา

๙.) กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่มีเมล็ดกาแฟที่มีฤทะธิกดประสาท เมื่อต้องชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งสามารถผสมด้วยน้ำตาลครีม และ ขนมหวาน

๑o.) โกโก้ เป็นเครื่องดื่มที่ทำมาจากเมล็ดโกโก็ เมื่อต้องชงด้วยน้ำร้อน และน้ำตาล และ นมข้นหวาน

๑๑.) นมปรุงแต่งนมเปรี่ยว นมปรุงแต่งที่ทำมาจากนมวัว ปรุ่งแต่งด้วยสี กลิ่น และรส นมปรุงแต่งมีอยู่สองชนิด คือ ชนิดปห้ง และมีหลายรสชาติด้วยกัน เช่น นมปรุงแต่งรสหวาน รสโกโก้ รสส้ม เป็นต้น

๑๒.) น้ำนมที่นำมาจากเมล็ดพืช เป็นนมที่นำมาสกัดจากเมล็ดพืช ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ได่แก่ ฟอสฟอรัส วิตามินที่จำเป็นทั้ง13ชนิด

ประวัติความเป็นมาของภาษา HTML

ปีค.ศ. 1961 อินเตอร์เน็ตได้เกิดและเติบโตขึ้น พร้อมกับภาษาคอมพิวเตอร์และโปรโตคอล (Protocol) จำนวนมาก เพื่อรองรับกับ การเติบโตอย่างรวดเร็วของอินเตอร์เน็ต หนึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์และโปรโตคอลนั้นคือ ภาษา HTML และ TCP/IP (Transmission Control Protocol/ Internet Protocol) ทั้งนี้เพราะ World Wide Web แม้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอินเตอร์เน็ต แต่ได้รับความนิยม อย่างสูง และรวดเร็ว โปรโตคอล HTTP (ซึ่งเป็นส่วนย่อยของโปรโตคอล TCP/IP) จึงได้รับการพัฒนาเพื่อสนับสนุนภาษา HTML ซึ่ง ใช้ในการจัดเก็บเอกสารบน World Wide Web
ภาษา HTML ในยุคแรกเริ่ม ถูกใช้เพื่อจัดทำรูปแบบตัวอักษรบนเอกสารประเภท Hypertext ความสามารถจึงยังคงจำกัดอยู่มาก เพียงทำได้แต่ การกำหนดรูปแบบ heading แต่สำหรับตัวอักษรทำได้แค่ bold และ italic เท่านั้น
ความที่ภาษา HTML เป็นภาษาที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมาถึง เวอร์ชัน 4.0 จึงได้เพิ่มขีดความสามารถจากเดิม ที่มีความสามารถเพียงเพื่อจัดรูปแบบตัวอักษร กลายเป็นภาษาที่มีความสามารถในการจัดรูปแบบเอกสารอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งกระตุ้น แรกที่ก่อให้เกิดการพัฒนาดังกล่าว เกิดขึ้นในปี 1993 เมื่อโปรแกรม Web browser มีความสามารถจะดูเอกสารแบบ Hypertext พร้อมกับมีรูปภาพประกอบได้พร้อมๆ กัน และในระยะหลังจากนั้นอีก 5 ปี ภาษา HTML ก็ได้พัฒนาตนเองมาเรื่อยๆ จนเป็นเวอร์ชัน ปัจจุบัน — เวอร์ชัน 4.0
สิ่งที่ทำให้ HTML เวอร์ชันปัจจุบัน มีความสามารถในการจัดรูปแบบเอกสารอย่างเต็มรูปแบบ คือ ความสามารถในการใช้ Cascading Style Sheet เพิ่มเติมจากเวอร์ชันก่อนหน้านี้ (เวอร์ชัน 3.2) ซึ่งมีความสามารถจัดรูปแบบเอกสารอยู่ในขั้นมาตรฐาน
ในอดีต สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนภาษา HTML ประสบกับปัญหามากมาย คือ การที่โปรแกรม browser หลักๆ ยังคงมีความแตกต่างทาง ด้านเทคโนโลยีกันอย่างมาก และต่างก็ได้พัฒนาภาษา HTML ของตนเพิ่มเติมจากมาตรฐานในเวอร์ชัน 3.2 กันเอง โดยไม่ได้มีการตกลง ระหว่างกัน เป็นผลให้ผู้เขียนภาษา HTML โดยถือตามมาตรฐาน หรืออ้างอิงค่ายใดค่ายหนึ่งไม่สามารถจะแสดงรูปแบบของเอกสาร ให้เป็นอย่างที่ต้องการได้ ในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวกลับไม่ลดน้อยลงไป แม้ว่าจะได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อกำหนดมาตรฐาน ให้โปรแกรม browser ในเวอร์ชันใหม่ๆ นำเอา HTML เวอร์ชัน 4.0 เป็นมาตรฐานก็ตาม แต่ปัญหายังคงมีอยู่ ต่อไป ด้วยเหตุที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวไม่สามารถผลักดันให้โปรแกรม browser รับเอามาตรฐานดังกล่าวไปใช้อย่างรวดเร็ว เพียงพอ
HTML คืออะไร
HTML หรือ HyperText Markup Language เป็นภาษา script ประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้ทำ Web page เป็นงานหลัก ในระบบ World Wide Web ในแรกเริ่ม วัตถุประสงค์หลักของ HTML ถูกเสนอโดยนาย ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) แห่งศูนย์ปฏิบัติการวิจัยทางอนุภาคฟิสิกส์ของยุโรป (CERN) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ได้กำหนดไว้ว่า
• เพื่อสร้างสื่อที่นักวิทยาศาสตร์สามารถจะเผยแพร่ผลงาน และใช้อ้างอิง ได้ตลอด 24 ช.ม.
• เพื่อสร้างภาษาคอมพิวเตอร์ที่รองรับภาษาท้องถิ่น ที่ไม่ขึ้นกับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ (Platform) หรือระบบเครือข่ายใดๆ
และด้วยวัตถุประสงค์ข้างต้น ภาษา HTML จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในสังคมของนักวิทยาศาสตร์ และกำหนดให้เครื่องมือที่ใช้เขียน เป็นโปรแกรม text editor ทั่วๆ ไป
สำหรับภาษา HTML ในอินเตอร์เน็ต ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนทุกๆ ชาติบนโลก สามารถเข้าถึง เผยแพร่ และอ้างอิง วิทยาการความรู้ได้ ด้วยการเชื่อมโยงไปมาแบบ hyperlink อาจจะด้วยตัวอักษร และ/หรือ รูปภาพ โดยอาจเชื่อมโยงเฉพาะภายใน เอกสารนั้น หรือเชื่อมโยงข้ามไปยังเอกสารอื่นๆ ได้
ภาษา HTML มีต้นแบบมาจากภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ได้เฉพาะ กับประเภท ของคอมพิวเตอร์ และสิ่งที่ HTML รับมาจาก SGML คือ การประกาศค่า และ การกำหนดรูปแบบเอกสาร (Document Type Definition –DTD)
สิ่งที่ทำให้ ภาษา HTML ได้รับความนิยมอย่างมาก และรวดเร็ว ก็คือ HTML รวมถึง โปรโตคอล HTTP (HyperText Transfer Protocol) เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันได้ทั่วโลก โดยที่ตัวภาษาและโปรโตคอล ไม่ขึ้นกับ ระบบเครือข่าย และประเภทของคอมพิวเตอร์ (Platform) ซึ่งมีความหลากหลาย อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและประเภทการใช้งาน เป็นผลให้เอกสารที่เขียนโดย HTML สามารถถ่ายโอน ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในรูปแบบของ ตัวอักษร ภาพ และเสียง
HTML เวอร์ชันต่างๆ
HTML เวอร์ชันแรกๆ ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก จนกระทั่งในปี 1994 HTML 2.0 จึงได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานที่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ดี Netscapeและ Microsoft ต่างก็เพิ่มคำสั่งใหม่ๆลงในโปรแกรมของตนเอง เพื่อให้ผู้ให้ออกแบบเพจสามารถใช้ฟังก์ชันอื่น นอกเหนือไปจาก HTML 2.0
ต่อมา W3C ได้พัฒนามาตรฐาน HTML 3.0 ขึ้นมา แต่ปรากฏว่ามาตรฐานใหม่นี้ ไม่เป็นที่ยอมรับของ Netscape,Microsoft และบริษัทอื่นๆ โดยแต่ละบริษัทต่างก็พยายามให้มาตรฐานใหม่มีฟังก์ชันที่ตนเองต้องการ จนในที่สุด W3C จึงต้องกลับไปแก้ไขใหม่ และก็คือ HTML 3.2
HTML 3.2 และ HTML 4.0
HTML 3.2 เป็นมาตรฐานในปัจจุบันของ W3C โปรแกรมเราเซอร์เกือบทั้งหมดได้รับการพัฒนาให้สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดในมาตรฐานของ HTML 3.2 นี้
HTML 3.2 เพิ่งจะได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานเมื่อ ม.ค.1997 แต่กระนั้นก็ดียังมีขีดจำกัดบางประการที่นักออกแบบเพจต้องการที่จะให้ HTML 3.2 มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น นักออกแบบจำนวนมากนิยมใช้คำสั่งใหม่ๆ ที่ยังไม่ถือว่าเป็นมาตรฐาน ทั้งๆที่รู้ว่า การทำเช่นนี้ จะทำให้ต้องเสียเวลาในการเปลี่ยน เบราเซอร์ใช้หลายๆตัว แต่ก็เป็นการท้าทายความสามารถของนักออกแบบ
ความต้องการของนักออกแบบที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้องค์กร W3C ตกลงใจประกาศใช้ HTML 4.0 ฉบับร่างขึ้นเมื่อ 8 ก.ค. 1997 ทุกๆบริษัทก็พยายามปรับปรุงโปรแกรมเบราเซอร์ของตน ให้สามารถใช้คำสั่งใหม่ๆ ตามมาตรฐาน HTML 4.0 ความสามารถใหม่ที่เพิ่มขึ้นใน HTML 4.0 จะช่วยให้ผู้ออกแบบเพจ สามารถควบคุมรูปแบบเอกสาร และรูปภาพได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้โปรแกรมเบราเซอร์นั้นจะต้องสนับสนุนฟังก์ชันของ HTML 4.0 ด้วย
คุณสมบัติบางประการของ HTML 4.0 ได้มีการนำไปใช้ใน Netscape และ Microsoft ก่อนที่จะมีการพัฒนา HTML
• • แบบเคร่งครัด (Strict HTML 4.0)
4.0 เสียอีก หลังจากนั้นจึงเพิ่มความสามารถนี้ลงในมาตรฐาน HTML 4.0 แต่ก็มีคุณสมบัติบางประการของ HTML 4.0 ที่ไม่เคยมีอยู่ในเบราเซอร์ใดๆ มาก่อนเลยก็คือ ความสามารถในการจัดการกับ Object Model (ฟังก์ชันยอดนิยมของโปรแกรมเมอร์)
โดย HTML 4.0 ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
เป็นเอกสาร Hypertext ที่เขียนด้วยภาษา HTML 4.0 ตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด tag ใดที่คณะกรรมการชุดนี้ นิยามว่า ล้าสมัย (Deprecate) หรือ ให้เลิกใช้ (Obsolete) ก็จะไม่ใช้คำสั่งนั้นในการเขียนเอกสาร ซึ่งในความเป็น จริงขณะนี้ ยังคงไม่มี โปรแกรม browser ใด สนับสนุนภาษา HTML 4.0 อย่างเคร่งครัด แต่คาดว่าในอนาคต อันใกล้ น่าจะมีความเป็นไปได้
• • แบบค่อยเป็นไป (Transitional/ Loose HTML 4.0)
เป็นเอกสารที่สร้างด้วยภาษา HTML 4.0 โดยใช้ร่วมกับคำสั่งใน HTML เวอร์ชัน 3.2 เพื่อให้ เอกสารที่สร้างขึ้นมีรูปแบบ และใช้งานได้ตามจริง แม้ว่าจะใช้โปรแกรม browser ระบบเครือข่าย และประเภท คอมพิวเตอร์ที่หลากหลายก็ตาม และแน่นอนว่า ในบทความนี้ เอกสารที่เราสร้างขึ้นจะถูกจัดให้อยู่ในเป็นประเภทนี้
• • แบบ Frameset (Frameset HTML 4.0)
เป็นเอกสารที่รวมเอาประเภท Transitional เข้ากับ tag ประเภท frame (ได้แก่ FRAME, FRAMESET, NOFRAMES และ IFRAME) ซึ่งเป็น tag ใหม่เพิ่งจะมีในเวอร์ชัน 4.0 นี้
เครื่องมือ
การสร้างไฟล์เอชทีเอ็มแอลสามารถทำได้โดยใช้โปรแกรมโน้ตแพด (Notepad) ซึ่งเป็นโปรแกรมพิมพ์ประจำบนไมโครซอฟต์วินโดว์ทุกเวอร์ชั่น สำหรับโปรแกรมพิมพ์ประจำบนไมโครซอฟต์วินโดวส์ 95 (Windows 95) นอกจากโปรแกรมโน้ตแพดยังสามารถใช้โปรแกรมเวิร์ดแพด (Wordpad) ได้ด้วย การพิมพ์คำสั่งภาษาเอชทีเอ็มแอล โดยโปรแกรมดังกล่าวเป็นการพิมพ์โดยปกติธรรมดาไม่มีเครื่องมือช่วยสร้างคำสั่ง ดังนั้น การเขียนไฟล์เอชทีเอ็มแอลโดยโปรแกรมพิมพ์ดังกล่าวอาจทำให้เสียเวลามากกว่าการเขียนโดยโปรแกรมพิมพ์เอชทีเอ็มแอลอื่นๆ โดยเฉพาะ ปัจจุบันมีโปรแกรมพิมพ์เอชทีเอ็มแอลหลายโปรแกรมด้วยกันซึ่งมีชื่อทั่วไปว่า โปรแกรมเอชทีเอ็มแอลเอดิเตอร์ (HTML editor) หรือโปรแกรมไฮเปอร์เอดิเตอร์ (hyper editor) โปรแกรมพิมพ์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกในการสร้างไฟล์เอชทีเอ็มแอลได้ในระดับหนึ่ง โปรแกรมเหล่านี้ได้แก่ โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ (HTML – Assistant) โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอ็ด (HTML Ed) โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-ไฮเปอร์อีดิต (HTML-Hyper Edit) และโปรแกรมเดอะฮอตเมตทอล – เอดิเตอร์ (The HoTMetal editor) โปรแกรมฮอตด็อก (HoTDog) และโปรแกรมเน็ตสเปค-เนวิเกเตอร์ – โกลด์ 2.02 เอดิเตอร์ (Netscape’s Navigator Gold 2.02 Editor) เป็นต้น โปรแกรมพิมพ์เหล่านี้ทำงานภายใต้ระบบวินโดวส์ อย่างไรก็ตาม โปรแกรมพิมพ์เอชทีเอ็มแอลดังกล่าวต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์เสมอ ดังนั้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงต้องมีโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์อย่างใดอย่างหนึ่งไว้สำหรับแสดงผลลัพธ์

โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล – แอสซิสแตนต์ (HTML-Assistant)
โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์เขียนโดย เอช ฮาราวิตซ์ (H. Harawitz) เป็นโปรแกรมพิมพ์ภาษาเอชทีเอ็มแอลที่ได้รับความนิยมมากโปรแกรมหนึ่ง โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอลซิสแตนต์ทำงานร่วมกับโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์ได้หลายโปรแกรมอันได้แก่ โปรแกรมเซลโล โปรแกรมโมเซอิค และโปรแกรมเน็ตสเคป” (reload) บนโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์ทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล แอสซิส-แตนต์ สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรมเซลโลภายใต้การเชื่อมโยงแบบดีดีแอล (DDL : Dynamic Data Exchange) ทำให้โปรแกรมเซลโลสามารถ การกำหนดไดเรกทอรีของไฟล์เอชทีเอ็มแอลที่เขียนโดยโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ต้องระบุไดเรกทอรีให้ตรงกับโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์ และการแสดงผลลัพธ์ของไฟล์เอชทีเอ็มแอลที่ได้รับการแก้ไข ทำได้โดยกดปุ่มคำสั่ง “รีโหลดแสดงผลลัพธ์ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับการแก้ไขโดยไม่จำเป็นต้องกดปุ่มรีโหมด กล่าวคือ การแสดงผลลัพธ์บนโปรแกรมเซลโลขึ้นกับการแก้ไขข้อมูลบนโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์โดยตรง
การเข้าสู่โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอสซิสแตนต์ ทำได้โดยการคลิกเมาส์ไปที่ไอคอนรูปดินสอ ทำให้ปรากฏภาพโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ซึ่งประกอบด้วยเมนูและทูลบาร์ (tool bar) สำหรับตัวอย่างการพิมพ์ไฟล์เอชทีเอ็มแอลบนโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ และผลลัพธ์บนโปรแกรมเซลโล
โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล์-เอ็ด (HTML Ed)
โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอ็ด เขียนโดย ปีเตอร์ กรอว์ชอว์ (Peter Crawshaw) เป็นโปรแกรมอำนวยความสะดวกที่คล้ายคลึงกับโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ ข้อดีของโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอ็ดคือให้ความสะดวกในการพิมพ์อักขระกลุ่ม หรือักษรต่างประเทศที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ซึ่งนับว่าดีกว่าโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์ โดยที่โปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอ็ด กำหนดอักษรต่างประเทศไว้บนทูลบาร์ ข้อด้อยของโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-เอ็ด คือไม่สามารถเชื่อมโยงแบบดีดีแอลกับโปรแกรมเซลโลได้เช่นเดียวกับโปรแกรมเอชทีเอ็มแอล-แอสซิสแตนต์
โปรแกรมฮอตเมตทอล (HoTMetL)
โปรแกรมฮอตเมตทอลเป็นโปรแกรมช่วยในการพิมพ์เอกสารเอชทีเอ็มแอล โปรแกรมฮอตเมตทอลเป็นของบริษัท ซอฟท์ควอด จำกัด จุดเด่นของโปรแกรมฮอตเมตทอลคือ เน้นคำสั่งรูปแบบภาพเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ
โปรแกรมฮอตด็อก (HoTDog)
โปรแกรมฮอตด็อกเป็นโปรแกรมช่วยในการพิมพ์เอกสารเอชทีเอ็มแอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดโปรแกรมหนึ่ง โปรแกรมฮอตด็อกเป็นของบริษัท ซอสเสจ จำกัด ประเทศออสเตรเลีย จุดเด่นของโปรแกรมฮอตด็อกคือ เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่าย
โปรแกรมเน็ตสเคป-เนวิเกเตอร์-โกลด์ เอดิเตอร์ (Netscape’s Navicator Gold Editor)
โปรแกรมเน็ตสเคป-เนวิเกเตอร์-โกลด์ เอดิเตอร์ เป็นโปรแกรมช่วยในการพิมพ์เอกสารเอชทีเอ็มแอลแบบโดยตรงจากจอภาพของโปรแกรม ซึ่งเป็นไปตามนิยามของคำว่า “สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณได้รับ” หรือมาจากนิยามภาษาอังกฤษที่ว่า WYSIWYG (What You See Is What You Get) โปรแกรมเน็ตสเคป-เนวิเกเตอร์-โกลด์ เอดิเตอร์ เป็นของบริษัท เน็ตสเคป คอมมูนิเคชัน จำกัด จุดเด่นของโปรแกรมเน็ตสเคป-เนวิเกเตอร์-โกลด์ เอดิเตอร์ คือ เป็นโปรแกรมที่แสดงภาพได้เองเนื่องจากตัวมันเองเป็นโปรแกรมเวิลด์ไวด์เว็บเบราเซอร์ ดังนั้นการแก้ไขข้อมูลจึงทำได้สะดวก
โปรแกรมฟรอนต์เพจ (Front Page)
โปรแกรมฟรอนต์เพจเป็นโปรแกรมช่วยในการพิมพ์เอกสารเอชทีเอ็มแอลแบบโดยตรงจากจอภาพการแก้ไขสามารถแสดงผลบนจอภาพของโปรแกรม โปรแกรมฟรอนต์เพจเป็นของบริษัท ไมโครซอฟต์ จำกัด จุดเด่นของโปรแกรมฟรอนต์เพจคือ เป็นโปรแกรมพิมพ์และแก้ไขข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบโอมเพจที่มาจากไฟล์เอกสารเอชทีเอ็มแอล
โปรแกรมแบ็กสเตจ-ดีไซเนอร์ (Backstage Designer)
โปรแกรมแบ็กสเตจ-ดีไซเนอร์เป็นของบริษัท แมคโครมีเดีย เป็นโปรแกรมพิมพ์และแก้ไขไฟล์เอกสารเอชทีเอ็มแอลแบบโดยตรงจาก “สิ่งที่คุณเห็นคือสิ่งที่คุณได้รับ” เช่นเดียวกับโปรแกรมฟรอนต์เพจ โปรแกรมเน็ตสเคป-เนวิเกเตอร์-โกลด์ เอดิเตอร์ จุดเด่นของโปรแกรมแบ็กสเตจ-ดีไซเนอร์ คือ สามารถแทรกงานประยุกต์ของโปรแกรมแอกทีฟ-เอ็กซ์ (Active-X) ของบริษัทไมโครซอฟต์ จาวาแอปเพล็ตของบริษัทซันไมโครซิสเต็ม และงานประยุกต์เน็ตสเคปปลั๊กอิน (Netscape Plug-In) ของบริษัท เน็ตสเคป เพื่อแสดงงานประยุกต์แบบมัลติมีเดีย